ประวัติความเป็นมาของจักรยาน

ประวัติความเป็นมาของจักรยาน
กำเนิดจักรยาน ในยุคแรกที่มีความหน้าสนใจ

 

 

รถจักรยาน เป็นยานพาหนะทางบกที่ขับเคลื่อนไปโดยกำลังของกล้ามนื้อมนุษย์ รถจักรยานนอกจากจะต้องเบา ก็จะต้องมีความฝืดที่เกิดขึ้นระหว่างล้อกับพื้นดินน้อยที่สุด และอาจจะเพิ่มความเร็วให้มากขึ้นได้พอสมควร โดยการผลักดันและการถ่ายกำลังที่เกิดจากความพยายามเพียงเล็กน้อยก็สามารถไป ได้ไกลในช่วงเวลาอันสั้น เป็นที่เข้าใจกันว่าก่อนคริสต์ศักราช 2300 ปี ชาวจีนได้ประดิษฐ์ยานพาหนะทางบกที่มีลักษณะคล้ายรถจักรยานขึ้น และต่อมาชาวอียิปต์และอินเดียก็ได้ประดิษฐ์ขึ้นเช่นเดียวกัน แต่ไม่มีรายละเอียดเกี่ยวกับลักษณะรูปร่าง

     ในปี พ.ศ.2333 หรือ ค.ศ.1790 ชาวฝรั่งเศสชื่อ Comte Mede de Sivrac ได้ ประดิษฐ์ยานพาหนะคล้ายรถจักรยาน ประกอบด้วยล้อ 2 ล้อ เชื่อมกันด้วยไม้ ทำเป็นรูปคล้ายหลังม้าหรือหลังสัตว์ต่างๆ และเคลื่อนที่ไปข้างหน้าด้วยการไสด้วยเท้า (ดูรูปที่ 1) เขาใช้ชื่อยานพาหนะนี้ว่า "Celerifere" หรือ "Velocifere" มาจากภาษาลาติน "Cefer" แปลว่า เร็ว และ "Fere" แปลว่า บรรทุก

                                                                                                                                                                                       

 

รูปที่ 1 Celerifere ที่ประดิษฐ์โดย Count Mede de Sivrac ชาวปารีส

     ต่อมาในระหว่างปี พ.ศ.2359 กับ พ.ศ.2361 (ค.ศ. 1816 – 1818) Baron Karl Friedrich von Drais de Sauerbrun แห่ง Baden – Wutemburg ชาวเยอรมัน ผู้รักษาป่าของ Grand Duke แห่ง Baden ได้ปรับปรุง Celerifere ด้วยการเพิ่มอุปกรณ์สำหรับบังคับทิศทาง และมีที่นั่งที่มีสปริงและถือว่าเป็นรถจักรยานคันแรกของโลก (ดูรูปที่ 2 – 3)

     ในฝรั่งเศส ได้นำมาใช้และให้ชื่อว่า Draiseinne เพื่อเป็นเกียรติแก่ผู้ที่ได้ประดิษฐ์ขึ้น ศาสตราจารย์ David Gordon Wilson แห่ง MIT ได้กล่าวว่า von Drais เป็นผู้ประดิษฐ์จักรยานคันแรกของโลก

                                                                                                                                                                 

รูปที่ 2 Draisienne ในพิพิธภัณฑ์สถาน กรุงปารีส เป็นรูปร่างของจักรยานคันแรก

                                                                                                                                                                                

รูปที่ 3 Draisienne ที่คนขี่ไสไปข้างหน้า

     สำหรับในอังกฤษไม่เห็นด้วยกับชื่อที่ฝรั่งเศสได้ตั้งขึ้น และตั้งชื่อใหม่ว่า "Hobby horse หรือ Danny horse"

 

 

                                                                                                                                                                            

 

ปที่ 4 Hobby horse ซึ่งได้ประดิษฐ์ขึ้นในปี พ.ศ.2361 และได้เก็บรักษาไว้ในพิพิธภัณฑ์สถานทางวิทยาศาสตร์ ณ กรุงลอนดอน

     Hobby horse ในพิพิธภัณฑ์สถานวิทยาศาสตร์ ได้รับบริจาคจาก Duke of Marlborough ซึ่งบรรพบุรุษของเขาใช้ขนส่งของในสวน เป็นชิ้นหนึ่งใน 2 – 3 ชิ้นในโลก เป็นแบบสำหรับผู้หญิง และหนัก 66 ปอนด์
ในปี พ.ศ. 2363 Von Drais ได้ทำสถิติขึ้นเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ของรถจักรยาน โดยขี่ระหว่างเมือง Beaume กับเมือง Dijon ด้วยความเร็วชั่วโมงละ 15 กิโลเมตร

     ในปี พ.ศ. 2364 (ค.ศ. 1821) นักประดิษฐ์ชาวอังกฤษชื่อ นาย Louis Gompertz ได้ปรับปรุงDraisienne โดยใส่เกียร์และสลักที่ล้อหน้า แต่ยังคงใช้เท้าไสไปบนพื้น ถ้าใครที่ขาแข็งแรงดีก็สามารถทำความเร็วได้ 16 – 22 กิโลเมตรต่อชั่วโมง (รูปที่ 5)

 

 

 

                                                                                                                                                                       

 

รูปที่ 5 Draissienne ที่ผู้ประดิษฐ์ชาวอังกฤษชื่อ Louis Gompertz ประดิษฐ์ขึ้นนี้มีรูปร่างตลกดี แต่อย่างไรก็ดีจะเป็นแนวความคิดที่จะเลิกการใช้เท้าไสไปบนพื้นดิน

     ต่อมาในปี พ.ศ.2382 Kirkpatrick MacMillan ช่างทำเกือกม้าชาวสกอตซ์ได้เปลี่ยน hobby horse มา เป็นรถจักรยาน โดยเลิกการใช้เท้าไสไปบนพื้นดินและใส่ก้านบันไดที่ล้อหน้า ผู้ขี่จะปั่น ลูกบันไดและบังคับตัวรถโดยเท้าไม่ต้องแตะพื้นดิน (รูปที่6)

 

                                                                                                                                                                                                      

 

 

รูปที่ 6 รูปร่างรถจักรยานที่ประดิษฐ์ขึ้นในปี พ.ศ. 2368 โดย Kirkpatrick MacMillan ช่างทำเกือกม้าชาวสกอตซ์

     ในปี พ.ศ. 2403 สองพี่น้อง Pirre และ Ernest Michaux แห่ง นครปารีสได้ประดิษฐ์คันใหม่ในการวิวัฒนาการจักรยาน รถจักรยานของเขามีล้อหน้าและล้อหลังเกือบเท่ากัน และมีกำลังขับเคลื่อนโดยติดตั้งก้านบันไดที่ดุมล้อหน้า (รูปที่ 7) เขาได้แนวความคิดมาจากระบบการผลักดันของก้านบดที่ใช้ในการสีเมล็ดพืชที่ใช้กันอยู่ในสมัยนั้น

 

 

                                                                                                                                                                             

 

รูปที่ 7 Velocipede ประดิษฐ์โดย Michaus ใน พ.ศ. 2403 ตัวถังเป็นเหล็ก อานแขวนอยู่บนเส้นลวดสปริง และห้ามล้อควบคุมด้วยสายต่อกับแฮนด์ล้อทำด้วยไม้กลม เส้นผ่าศูนย์กลางล้อหน้า 33 ½ นิ้วและล้อหลัง 32 นิ้ว หนัก 110 ปอนด์ (หนัก 5 เท่าของรถจักรยานสมัยนี้)

     ในระหว่าง พ.ศ. 2368 กับ พ.ศ. 2413 พาหนะที่เคลื่อนที่โดยใช้เท้าไสไปบนพื้น เรียกว่า “Velocipede” Pierre Lallement ซึ่งแยกตัวออกจากครอบครัว Michaux และได้อพยพไปอยู่ในอเมริกา ก็ได้ต่อ Velocipede ขึ้นและได้รับความนิยมมาก ชาวอเมริกันให้ฉายาว่า boneshaker

     ครอบครัว Michaux  มีความสามารถเป็นพิเศษทั้งในด้านอุตสาหกรรมและการตลาด โดยเขาได้ประดิษฐ์ Velocipede 2 คันในปี พ.ศ. 2404 จำนวน 142 คัน ใน พ.ศ.2405 และในปีพ.ศ. 2406 จำนวน 400 คัน 

 

 

ครอบครัว Michaux  ได้ส่งเสริมผลผลิตของเขาโดยเป็นผู้อุปถัมภ์การแข่งขันและการสาธิตการผลิตจักรยาน

     การแสดงสินค้าจักรยานครั้งแรก ณ กรุงปารีส เมื่อ พ.ศ. 2412 พร้อมกับวารสารจักรยาน เลอ เวโลซิแป้ด อีลูสเตร้ (Le Velocipede Illustre) ของ ฝรั่งเศสได้อุปถัมภ์การแข่งขันจักรยานแบบเป็นกิจจะลักษณะเป็นครั้งแรก จากนครปารีสไปยังรูออง ระยะทางประมาณ 130 ก.ม. มีนักจักรยานเข้าแข่งขัน 203 คน และในจำนวนนี้มีนักจักรยานหญิง 6 คน นักจักรยานชาวอังกฤษชื่อ เจมส์ มัวร์ เป็นผู้ชนะ

     ต่อมาถึงช่วงของผู้ประดิษฐ์ยอดเยี่ยมชาวอังกฤษชื่อ James Starley ซึ่งเกิดที่ Alourne เมืองSussex เมื่อ พ.ศ. 2374 เขาเริ่มทำงานในฟาร์มของพ่อเมื่ออายุ 9 ปี ต่อมาเ มื่อเขาอายุ 15 ปีก็เกิดเบื่อหน่ายชีวิตในฟาร์มและตัดสินใจไปร่วมกับกลุ่มชาวนาอังกฤษ ซึ่งเลิกจากชีวิตชาวไร่  ไปประกอบภารกิจในการปฏิวัติอุตสาหกรรมและได้ดินทางไปยังนครลอนดอน ซึ่งเขาได้งานครั้งแรกเป็นคนทำสวนของคหบดีชื่อ John Penn ต่อมาเมื่อ พ.ศ. 2398 Starley อายุ 24 ปี เขาได้หน้าที่เป็นช่างกลในนครลอนดอน และได้ทำงานชิ้นที่เด่นโดยการปรับปรุงจักรเย็บผ้า ซึ่งภายหลัง Starley ได้ประดิษฐ์จักรเย็บผ้าแบบใหม่พร้อมกับก่อตั้งบริษัทขึ้นในเมืองโคเวนทรี่และรับตำแหน่งผู้จัดการของ Coventry Mechinist’s Company และเขายังได้ผลิตเวโลซิแป้ดตามแบบ “boneshaker”ของ Michaux และภายหลัง เขาและครอบครัวได้รับความสำเร็จในการประดิษฐ์รถจักรยานที่เรียกว่า “Penny Farthing” (รถจักรยานเหรียญบาทกับเหรียญสลึง) คือล้อหน้าใหญ่เหมือนเหรียญเพ็นนีของอังกฤษและล้อหลังเล็กเหมือนเหรียญฟาร์ทิง (รูปที่ 8)

 

 

                                                                                                                                                                           

 

รูปที่ 8 รถจักรยานเหรียญบาทและเหรียญสลึง (Penny Farthing) ซึ่งประดิษฐ์โดย James Starley เมื่อ พ.ศ.2413

     Starley ยังได้ใช้ซี่ลวดกับวงล้อและไข้วกันดังที่ใช้ในปัจจุบัน รถจักรยานเหรียญบาทและเหรียญสลึงขับเคลื่อนล้อหน้าเหมือนับเวลโลซิแป้ดของ Michaux แต่ ต่างกันที่ล้อหน้าใหญ่กว่า โดยธรรมดาแล้วนักจักรยานให้ล้อหน้ามีขนาดเท่าใดก็ขึ้นอยู่กับขาของเขา แต่เมื่อบันไดหมุนรอบหนึ่งจะได้ระยะทางมากกว่าเวโลซิแป้ดของ Michaux

     เนื่องจากรถจักรยานเหรียญบาทและเหรียญสลึงค่อนข้างอันตราย เพราะล้อหน้าสูงมาก ในปี 2422 H.J. Lawson ได้ประดิษฐ์รถจักรยานนิรภัยขับเคลื่อนล้อหลัง แต่มิได้ประดิษฐ์สู่ตลาด ต่อมาใน พ.ศ.2427

     John Kemp Starley  หลานชาย James Starly ได้ ประดิษฐ์รถจักรยานแบบนิรภัยซึ่งประกอบด้วยล้อหน้าและล้อหลังเท่ากัน และโซ่โยงไปกับล้อหลังเป็นรถจักรยานสมัยใหม่ แต่เป็นรถจักรยานที่ยังไม่มีท่อนั่งที่จะทำให้ตัวถังเป็นรูปสี่เหลี่ยมขนม เปียกปูน

 

 

 

                                                                                                                                                                                       

รูปที่ 9 Rover Safety Bicycles ซึ่งนำออกสู่ตลาดโดย John Kemp Starley ในปี พ.ศ. 2427 เป็นรถจักรยานที่ยังไม่มีท่อนั่ง

     ในปี พ.ศ. 2423 Humber และคณะได้ผลิตรถจักรยานที่ตัวถังมีลักษณะคล้ายสี่เหลี่ยมขนมเปียกปูนอย่างไรก็ดีในปี พ.ศ. 2429 Humber ได้ต่อจักรยานนิรภัยที่มีตัวถังเป็นสี่เหลี่ยมขนมเปียกปูน ซึ่งเป็นแบบอย่างของจักรยานสมัยปัจจุบันนี้

     สำหรับอุปกรณ์ติดรถจักรยานนั้นในปี พ.ศ. 2412 ในงาน Paris Velocipede Show ได้ออกแสดงอุปกรณ์หลายชนิด  เช่น  ยาง  เกียร์  ฟรีวีล  ตัวถังทำด้วยท่อโลหะ  และห้ามล้อ

     ก่อนปี  พ.ศ.  2527  รถจักรยานได้พัฒนาเพียงเล็กน้อยที่เกี่ยวกับโครงสร้างของตัวถังของรถจักรยาน  ประเทศต่างๆ  มุ่งเพียงหาวัสดุที่จะมาทำท่อเพื่อสร้างตัวถัง  โดยยึดหลักสำคัญ  2 – 3 ประการ  คือ  ท่อต้องแข็งแรงมี  tensile  strength  สูงและเบา  โดยมากมักเป็นโลหะเจือ  (Alloy)  เช่น  โครม โมลินดินัม  ซึ่งแต่ละประเทศก็มีส่วนประกอบเฉพาะเป็นพิเศษ  และให้ชื่อแตกต่างกัน  เช่นในอังกฤษชื่อท่อเรย์โนลด์  531  และ  753  ในอิตาลีชื่อท่อโคลัมบัส  ซึ่งมีหลายชั้น  เช่น  PS,  PL,  SF,  SL  และ  SLX  ฝรั่งเศสมีท่อวีตัส  (Vitus)  172, 971,  และ  979  ญี่ปุ่นก็มีท่ออิซาวาต้า  หรือทาเงะ  ส่วนอุปกรณ์ก็เช่นเดียวกันโดยมากทำจากโลหะเจือทั้งนั้น  ซึ่งทนทานถาวรและเบา

     ในปี พ.ศ. 2527  การแข่งขันจักรยานในกีฬาโอลิมปิคครั้งที่  23  ณ  นครลอสแอนเจลิส  สหรัฐเมริกาได้มีการวิวัฒนาการจักรยานมากที่สุด  ตัวถังรถจักรยานเปลี่ยนจากสี่เหลี่ยมขนมเปียกปูนเป็นรูปสามเหลี่ยม (ดูรูปที่ 10 )  เป็นรถจักรยานที่ทีมจักรยานแบบทีมเปอร์ซูทของสหรัฐฯ  ใช้ในการแข่งขันกีฬาโอลิมปิค  ตัวถังทำด้วยท่ออะลูมิเนียม  อุปกรณ์ส่วนมากแบบแอโร (ต้านทานน้อย)  เช่น  แฮนด์  แต่ที่น่าสนใจก็คือ  ล้อหน้าเล็ก  และล้อหลังใหญ่  โดยประสงค์จะให้นักจักรยานเข้าไปใกล้กันในขณะแข่งขัน  (การบังลมดีกว่าอยู่ห่างกัน)

 

 

 

                                                                                                                                                           

รูปที่ 10 รถจักรยานที่ทีมสหรัฐอเมริกาใช้ในการแข่งขันทีมเปอร์ซูท ในกีฬาโอลิมปิค แอล เอ

     ความจริงการวิวัฒนาการนี้มิได้เกิดขึ้นเป็นครั้งแรก  ศาสตราจารย์ดาอาล  มอนเต้  แห่งศูนย์วิทยาศาสตร์การกีฬาของอิตาลี  ได้ประดิษฐ์จักรยานรูปสามเหลี่ยมให้  ฟรังเดสโก้  โมเซอร์  นักจักรยานอิตาลีทำสถิติ  60  นาทีสามารถขี่ได้ระยะทาง  50.644  ก.ม.  ที่สนามในร่มเมืองสตุตการ์ท  เยอรมันตะวันตก  เมื่อวันที่  21  พฤษภาคม  2527  (ดูรูปที่  11)  โดยใช้ล้อหน้ามีเส้นผ่าศูนย์กลาง  24  นิ้ว  ส่วนล้อหลังมี  42  นิ้ว  ข้อดีสำหรับจักรยานที่โมเซอร์ใช้ขี่ทำสถิติ  60  นาที  มีข้อดีอยู่  2  ประการ  ใช้ล้อใหญ่เพื่อลดความต้านทานการหมุนของล้อ  ประการที่สอง  ล้อหน้าเล็กทำให้ตัวนักจักรยานต่ำลง  ซึ่งเป็นการลดความต้านทานของลม  สถิติโลกการแข่งขันจักรยานแบบไทม์ไทรอัลได้ถูกทำลายลงในระยะ  2-3  ปีที่ผ่านมา  เนื่องจากการใช้ล้อจานหรือล้อทึบ  (Disk  wheel)  และการก้าวหน้าของอุปกรณ์จักรยาน  ประเทศก้าวหน้าทางเทคโนโลยี่จะได้เปรียบประเทศที่ล้าหลัง

     ยิ่งกว่านั้นรถจักรยานของทีมโอลิมปิคสหรัฐฯ ยังใช้รถจักรยานที่ท่อทำด้วยเส้นใยคาร์บอนซึ่งผสมกับเคพล้าแล้วหล่อในแบบ    รถจักรยานเส้นใยคาร์บอนนี้อาจจะใช้โลหะเป็นข้อหรือรูปสามเหลี่ยมข้างหลังเป็นโลหะก็ได้

     แต่ในปัจจุบันจักรยานดังกล่าวนี้จะใช้หล่อโดยไม่มีข้อต่อ  ถ้าหากจะเปรียบเทียบกับเหล็กกล้าก็จะปรากฏว่ามีน้ำหนักน้อยกว่า  แต่มีความแข็งแรงดีกว่า  ความเหนียวก็มากกว่าเหล็กกล้าหรือโลหะเจือ  เช่นรถจักรยานเส้นใยคาร์บอนประเภทลู่จะมีน้ำหนักประมาณ  16  ปอนด์  (ประมาณ  7.30  ก.ก.)  และประเภทถนนประมาณ  18  ปอนด์ (8.1 ก.ก.)

 

 

 

                                                                                                                                                      

          รูปที่ 11 รถจักรยานที่โมเซอร์ ขี่ทำสถิติโลกในเวลา 60 นาที ทำระยะทางได้ 50.644 ก.ม. 

 

 

 

 

                                                                                                                                                                                  

                     รูปที่ 12 รถจักรยานที่ทันสมัย ในปี 2531 ทำด้วย Carbon fiber หนัก  8.1 ก.ก.

 

 

อย่างไรก็ดีเพื่อความเป็นธรรมแก่ประเทศที่มีเทคโนโลยีไม่สูงนัก  ก็สามารถเข้าแข่งขันได้  สหพันธ์จักรยานนานาชาติจึงได้บัญญัติกติกาว่าด้วยขนาดของรถจักรยานให้ทุกประเทศที่เป็นสมาชิกชองสหพันธ์ฯ  ได้ยึดเป็นหลักปฏิบัติ

                                                                                                                                                                                    

                                                         จักรยานถนน Road Bike                                                                                                                                                                                                          

                                                       จักรยานลู่  Track Bike                                                                                                                                                                                                                  

                                                         จักรยานเสือภูเขา Mountain Bike                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                             

                                                       จักรยานบีเอ็มเอ็กซ์ BMX Bike                                                                                                                                                                                  

                                                  จักรยานไซเคิลบอล Cycleball Bike                                                                                                                                                                              

                                                     จักรยานลีลา Artistic Bike                                                                                                                                                             

                                                  จักรยานไซโครครอส Cyclocross Bike                                                                                                                                                               

                                                   จักรยานไทรอัล Trial Bike

 

 

 

        ปัจจุบันจักรยานได้นำมาใช้กันเยอะขึ้น ด้วยเหตุผลต่างๆ ผมมีข้อมูลดีๆจะนำมาให้ทุกท่านครับ   

                                                                                                                                                                                                                       

                                                             
                                                    

 

 

                                                                                                                                                                                           

 

 

 

 

 

 


comments