เรื่องน่ารู้และบางเรื่องที่อาจยังเข้าใจผิดเกี่ยวกับตรุษจีน

เรื่องน่ารู้และบางเรื่องที่อาจยังเข้าใจผิดเกี่ยวกับตรุษจีน
วันที่สำคัญที่สุดวันหนึ่งของปีสำหรับชาวจีน ก็คือวันตรุษจีน ด้วยความที่จีนใช้ปฏิทินแบบจันทรคติที่ยึดการครบรอบเต็มดวงของดวงจันทร์ บวกกับสุริยคติที่ยึดการโคจรรอบดวงอาทิตย์ของโล

 

 

วันตรุษจีนคือวันขึ้นปีใหม่ของชาวจีน ตรงกับวันที่ 1 เดือน 1 ของทุกปีตามปฏิทินจีนซึ่งเป็นปฏิทินที่ผสานระหว่างสุริยคติและจันทรคติ ภาษาจีนเรียกวันนี้ว่า "ชุน จเย๋" แปลว่าเทศกาลฤดูใบไม้ผลิ เนื่องจากวันที่ 1 เดือน 1 คือวันแรกของฤดูใบไม้ผลิ ถือเป็นการเริ่มต้นใหม่ (ชาวจีนแบ่งปีออกเป็น 4 ฤดู เริ่มต้นด้วยฤดูใบไม้ผลิ-ธาตุไม้ ฤดูร้อน-ธาตุไฟ ฤดูใบไม้ร่วง-ธาตุทอง ฤดูหนาว-ธาตุน้ำ) ซึ่งตามประเพณีจะมีการเฉลิมฉลองด้วยบรรยากาศที่สนุกสนาน ครอบครัวจะได้อยู่พร้อมหน้า มอบของขวัญและคำอวยพรให้แก่กัน คนจีนจะแต่งกายด้วยเสื้อผ้าสีสันสดใสโดยเฉพาะสีแดง ตามบ้านเรือนจะประดับประดาของสิ่งของมงคลต่างๆ อย่างโคมไฟสีแดงและกลอนคู่หน้าบ้าน และที่ขาดไม่ได้คือการไหว้เจ้า โดยเทพเจ้าองค์แรกที่ชาวจีนต้องจัดโต๊ะบูชากันตั้งแต่ยามแรกของวันตรุษจีน (ราวห้าทุ่มของคืนสิ้นปีต่อจนตีหนึ่งของวันปีใหม่) ก็คือเทพเจ้าแห่งโชคลาภ "ไฉเสินเย๋" หรือ ไฉ่ซิ้งเอี้ยตามสำเนียงแต้จิ๋วที่ชาวไทยคุ้นหู โดยท่านเป็นเทพเจ้าที่จะเสด็จลงมายังโลกมนุษย์ในเวลาดังกล่าว ชาวจีนจึงต้องตั้งโต๊ะไหว้(ด้วยของเจ) เพื่อขอโชคลาภให้บังเกิดตลอดปีนั่นเอง

 

ไฉเสินเย๋ปางนักรบ (ไฉ่ซิ้งเอี้ยปางบู๊)

 

ในวันตรุษจีน ชาวจีนมีคติความเชื่อเพื่อความเป็นสิริมงคลอยู่ไม่น้อย ดังเช่นข้อห้ามต่างๆที่ผู้ใหญ่บอกกล่าวต่อกันมาเป็นรุ่นๆ ไม่ว่าจะเป็น ห้ามกวาดบ้าน เพราะถือว่าเหมือนเป็นการปัดกวาดโชคลาภออกไป ห้ามซักผ้า ห้ามสระผม ห้ามใช้มีดหรือของมีคม เพราะในเวลามงคลไม่ควรมีการตัดการบั่น เฉพาะในยามเศร้าโศกเสียใจ จึงใช้การตัดเล็บตัดผมเป็นสัญลักษณ์ว่าตัดทุกข์ทิ้งไป (นิยมรับประทานหมี่ในวันมงคลเช่นวันตรุษจีน เพราะหมี่มีลักษณะเป็นเส้นยืดยาวออกไป) ห้ามกินข้าวต้มหรือโจ๊ก เพราะเป็นอาหารคนยาก(น้ำเยอะกว่าเนื้อ) ห้ามสวมใส่ชุดสีขาวดำ เพราะนอกจากจะทำให้ดูเหมือนไว้ทุกข์แล้ว สีขาวยังเป็นสีธาตุทอง สัญลักษณ์ของความตาย การสิ้นสูญ จึงไม่ควรใส่ในวันเริ่มต้นฤดูแห่งความมีชีวิตชีวาและการเกิดใหม่เช่นนี้ ห้ามทำของใช้ตกแตก จะเป็นลางไม่ดี ห้ามพูดคำหยาบคาย หรือด่าทอกัน ให้เริ่มต้นปีด้วยคำพูดดีๆต่อกัน ห้ามร้องไห้ ห้ามนอนกลางวัน ห้ามซื้อรองเท้าใหม่ ห้ามเข้าไปในห้องนอนของคนอื่น ห้ามยืมเงินคนอื่น เพราะจะกลายเป็นลางไม่ดีสำหรับคนถูกยืมว่าจะต้องถูกยืมทั้งปี รวมทั้งหากเป็นหนี้ใครก็ควรใช้คืนให้หมดก่อนสิ้นปี ไม่เช่นนั้นจะเป็นลางว่าจะต้องเป็นหนี้เป็นสินไปอีกตลาดปีเช่นกัน (จะเห็นได้ว่าหลักการสำคัญคือ จะไม่ทำสิ่งที่ไม่เป็นมงคลในมหามงคลนี้ เพราะกลัวว่าจะต้องเป็นเช่นนั้นไปตลอดทั้งปี) และที่สำคัญ ห้ามทานเนื้อสัตว์ เพราะไฉเสินเย๋ลงมายังโลกมนุษย์ จึงต้องกินเจประจบเอาใจเทพเจ้าแห่งโชคลาภ

 

ไฉเสินเย๋ ปางขุนนาง (ไฉ่ซิ้งเอี้ยปางบุ๋น)

 

เทศกาลตรุษจีนแม้จะเริ่มในวันที่ 1 เดือน 1 แต่ก็อยู่ติดกับวันสิ้นปี ซึ่งก็เป็นอีกเทศกาลหนึ่ง ทำให้หลายคนเข้าใจว่าเป็นเทศกาลเดียวกัน ทั้งที่จริงแล้วถือเป็นสองงานที่ต่อเนื่องกันต่างหาก โดยการเซ่นไหว้ในวันสิ้นปีนี้จะมีสามช่วง คือเช้ามืดจะไหว้เทพที่บ้านหรือคนแต้จิ๋วเรียกเหล่าเอี้ย อันเป็นเทพที่ใกล้ชิดมนุษย์ที่สุด อนึ่ง การไหว้ช่วงแรกนี้ บางครอบครัวก็จะไหว้ทีกงก่อน ก็คือไหว้ฟ้า และต้องไหว้นอกบ้าน (ไหว้ฟ้าก็ต้องไหว้ข้างนอก แม้แต่ที่ศาลเจ้า กระถางธูปทีกงก็อยู่ข้างนอก) จากนั้นถ้ามีศาลบรรพชนประจำชุมชนที่ชาวแต้จิ๋วเรียกว่าปุงเถ่ากงม่า ก็ต้องไหว้ก่อนเหล่าเอี้ยในบ้าน ส่วนบ้านที่บูชาพระพุทธรูปก็แล้วแต่ศรัทธา เพราะเป็นคนละศาสนาและคนละความเชื่อกัน ไม่จำต้องปนกัน และไม่จำต้องจัดลำดับ (ในสมัยโบราณ การไหว้ฟ้านั้นเป็นพิธีที่สงวนสำหรับองค์จักรพรรดิเท่านั้น เพราะจักรพรรดิเป็นโอรสสวรรค์ คนทั่วไปก็ไหว้เพียงผีบรรพบุรุษของตนเท่านั้น) พอช่วงสายก็จะไหว้ผีบรรพบุรุษหรือญาติพี่น้องที่ล่วงลับไปแล้ว พอตกบ่ายจึงจะไหว้ผีไม่มีญาติที่เร่ร่อนอยู่ตามถนนหนทางและตามตรอกซอกซอย นัยว่าเพื่อให้เป็นมิตรที่ดีจึงเรียก "ฮ้อเฮียตี๋" ในสำเนียงแต้จิ๋ว ฮ้อหรือฮ่อ แปลว่าดี เฮียแปลว่าพี่ ตี๋แปลว่าน้อง รวมกันเป็น "พี่น้องที่ดี" คนส่วนใหญ่จึงเข้าใจผิดว่าเป็นการไหว้พี่น้องที่ล่วงลับ แต่ความจริงไม่ใช่ เพราะพี่น้องที่ล่วงลับนั้นจัดอยู่ในครอบครัว จึงต้องไหว้พร้อมกับบรรพบุรุษในบ้านที่พักอาศัย(ของลูกชายคนโตของตระกูลที่อาวุโสสูงสุด) ส่วนผีไม่มีญาตินั้นจะไหว้นอกบ้าน จึงไม่ใช่พี่น้องอย่างแน่นอน

 

ซานเซิงที่มีครบทั้งสัตว์บก สัตว์ปีก และสัตว์น้ำ (หมูสามชั้น, ไก่ต้ม, ปลาหมึกแห้ง)

 

ของที่ใช้ในการไหว้ก็มี "ซานเซิง" หรือ ซาแซ(แต้จิ๋ว) สัตว์สามอย่าง ซึ่งเป็นวัฒนธรรมการฆ่าสัตว์บูชายัญที่ยังหลงเหลือมาจนถึงทุกวันนี้ โดยปัจจุบันชาวไทยเชื้อสายจีนนิยมใช้ หัวหมูหรือเนื้อหมูชิ้นใหญ่ๆ หมูสามชั้น ไก่และเป็ดแบบทั้งตัวไหว้ แต่ตามคติโบราณ ที่ต้องใช้สัตว์สามอย่างนั้นก็เพื่อแทนสัตว์ปีก สัตว์บก และสัตว์น้ำหรือสัตว์ที่อยู่ใต้ดิน(มีเกล็ด เช่นงู เป็นต้น) ดังนั้น ซานเซิงที่เหมาะสมกับสังคมในปัจจุบันที่สุดก็คือ หมู(สัตว์บก) ไก่(สัตว์ปีก) ปลา(สัตว์น้ำ) เพราะเป็นเนื้อสัตว์ที่หาซื้อได้ง่ายตามท้องตลาด หรือจะเปลี่ยนไก่เป็นเป็ดหรือห่าน เปลี่ยนปลาเป็นกุ้ง, หอย, ปูหรือแม้แต่ปลาหมึกก็คงไม่ผิดกติกา (ปลาออกเสียงว่า "อวี๋" พ้องเสียงกับอวี๋ที่แปลว่า "เหลือ" เป็นความหมายมงคล ส่วนปลาหมึกยังมีความหมายถึงการอวยพรให้สอบได้เป็นบัณฑิตอีกด้วย เพราะบัณฑิตต้องใช้น้ำหมึกในการเขียนตัวอักษร) แต่ต้องครบ 3 อย่าง และต้องไหว้โดยใช้สัตว์ทั้งตัวโดยจัดท่าทางของสัตว์ให้เหมือนกับกำลังหมอบคอยอยู่ ซึ่งในปัจจุบันคงจะลำบากน่าดูหากจะเอาหมูมาวางบนโต๊ะเครื่องเซ่นทั้งตัว ประกอบกับทุนทรัพย์ที่ไม่มาก หลายครอบครัวจึงเปลี่ยนมาใช้เพียงหัวหมูและต่อมาจึงกลายเป็นชิ้นเนื้อหมูไปในที่สุด แต่หากเป็นมังสวิรัติก็อาจไหว้เป็นอาหารเจแทน นอกจากซานเซิงแล้วก็มี ข้าวสวย อาหาร น้ำชา และ สุราเมรัย และอีกเช่นเคย ประเพณีเป็นของที่ปรับเปลี่ยนได้ หากไม่นิยมของมึนเมาก็ไม่จำเป็นต้องใช้เหล้าแต่อย่างใด เพียงน้ำชาก็พอแล้ว นอกจากนี้ก็ยังมีขนมเข่ง ขนมเทียน ขนมจันอับ และผลไม้มงคลต่างๆ (ส่วนใหญ่ของแต่ละอย่างจะใช้ 5 ชนิด หรือจำนวน 5 ชิ้น เนื่องจากเป็นเลขมงคลตามทฤษฎี "อู่สิง" หรือ 5 ธาตุ รวมทั้งซานเซิงก็ถูกเปลี่ยนเป็น "อู่เซิง" หรือ โหง่วแซ(แต้จิ๋ว) เนื้อสัตว์ 5 อย่าง) อีกทั้งกระดาษเงินกระดาษทองที่จะต้องลาไปเผาก่อนที่ธูปจะหมดดอก (ปัจจุบันนิยมเผาไอโฟนกระดาษไปให้ญาติที่ล่วงลับใช้เพื่อโทรติดต่อ) และสิ่งที่เป็นเหมือนสัญลักษณ์ของเทศกาลวันสิ้นปี(เรียกกันติดปากว่าวันไหว้) ก็คือประทัด เอาไว้จุดไล่วิญญาณชั่วร้ายให้ตกใจกลัวหนีไป

 

ไหว้บรรพบุรุษเสร็จแล้วก็ได้เวลาลูกหลาน "กิน" (ซาแซชุดนี้ประยุกต์ได้น่ารับประทานมาก มีกุนเชียงหมู สเต๊กปลาแซลมอน และเป็ดย่าง)

 

ถัดจากวันสิ้นปีที่นิยมเรียกกันว่าวันไหว้ ก็คือวันปีใหม่หรือที่เรียกกันว่าวันถือ คือถือเคล็ดความเชื่อดังที่ได้กล่าวไปแล้ว บ้างก็เรียกว่าวันเที่ยว เพราะเป็นวันหยุด(ในประเทศจีน) จึงนิยมพากันไปเที่ยวทั้งครอบครัว เป็นช่วงเวลาที่จะได้อยู่พร้อมหน้าพร้อมตากัน ไม่ว่าลูกหลานคนไหนทำงานอยู่ต่างถิ่นแสนไกล ก็จะต้องกลับมาร่วมงานในเทศกาลตรุษจีนนี้ โดยเฉพาะเมื่อมี "หงเปา" หรือ อั่งเปา(แต้จิ๋ว) คือห่อแดงที่ผู้ใหญ่จะเอาเงินใส่ไว้เผื่อให้เป็นของขวัญแก่ลูกๆหลานๆ บ้างก็เรียกว่า แต๊ะเอีย แปลว่า "ทับเอว" เพราะถุงเงินสมัยก่อนจะห้อยผูกไว้ที่เอว โดยธรรมเนียมแล้ว ผู้เยาว์จะเข้าไปหาผู้อาวุโสกว่าเพื่ออวยพร เช่น "ซินเจิ้งหรูอี้ ซินเหนียนฟาไฉ" (ซินเจียอยู่อี่ ซินนี้ฮวกไช้) สมหวังดังคิด ปีใหม่มั่งคั่ง "เหนียนเหนียนโหย่วอวี๋" ทุกปีมีเหลือกินเหลือใช้ ผู้อาวุโสก็จะให้อั่งเปาหรือแต๊ะเอียเป็นของขวัญ "กงสีฟาไฉ ซินเหนียนไคว่เล่อ" สุขสันต์วันปีใหม่ครับ

 

อั่งเปาที่เด็กๆชื่นชอบ

 


comments