ประวัติจักรยาน RALEIGH (ราเล่ย์)...

ประวัติจักรยาน RALEIGH (ราเล่ย์)...
จักรยาน RALEIGH เป็นหนึ่งในบริษัทที่ผลิตจักรยานเก่าแก่ที่สุดของโลก อยู่ที่เมืองน็อตติ้งแฮม ประเทศอังกฤษ

จักรยานราเล่ย์ได้ผลิตขึ้นโดยบริษัทราเล่ย์ไบซิเคิล ซึ่งมีฐานการผลิตอยู่ที่เมืองน็อตติ้งแฮม ประเทศอังกฤษ เป็นหนึ่งในบริษัทที่ผลิตจักรยานเก่าแก่ที่สุดของโลก 

"ราเล่ย์" ได้ก็ตั้งขึ้นเมื่อปี ค.ศ.1887 หรือ พ.ศ. 2430 โดยเซอร์ แฟรงค์ โบว์เด้น (Sir Frank Bowden) ซึ่งตรงกับสมัยพระพุทธเจ้าหลวง (รัชกาลที่ 5 ของสยาม) 

                                           

เซอร์ แฟรงค์ โบว์เด้น ร่ำรวยจากการเล่นหุ้นในลอนดอน ขณะเมื่อมีอายุได้เพียง 24 ปี และเป็นนักกฎหมายที่ประสบความสำเร็จ ขณะที่ท่านมีอายุได้ 38 ปี ก็เริ่มขี่จักรยานเพื่อออกกำลัง โดยการแนะนำของแพทย์ว่าจะเป็นการดีต่อสุขภาพ และท่านก็ประทับใจในการขี่จักรยานนี้มาก ต่อมาไม่นานท่านจึงได้ตกลงใจซื้อกิจการจักรยานมาจากกลุ่มผู้ประกอบการชาวอังกฤษและฝรั่งเศส (Messrs.Woodhead, Angois และ Ellis) 
ท่านได้ตั้งฐานการผลิตมาที่ถนนราเล่ย์ เมืองน็อตติ้งแฮม (Raleigh street, Nottingham) ซึ่งเป็นตำนานและเป็นปฐมบทอันก้องโลกของ "จักรยานราเล่ย์"

การผลิตของ "ราเล่ย์" ซึ่งเดิมผลิตได้สัปดาห์ละ 3 คันเท่านั้น  ได้เพิ่มมากขึ้นตามลำดับ ขยายไปที่อาคารสี่ชั้นย่านถนนรัสเซล และภายใน 6 ปี "ราเล่ย์" ก็กลายเป็นบริษัทผู้ผลิตจักรยานที่ใหญ่ที่สุดในโลก ขยายโรงงานมาตั้งที่ย่านถนนฟาราเดย์ เลนตัน น็อตติ้งแฮม

                                            

คนซ้ายมือสุดคือ เซอร์ แฟรงค์ โบว์เด้น ถ่ายเมื่อ ค.ศ.1900 หรือ พ.ศ.2443)

ท่านเซอร์ แฟรงค์ โบว์เด้นได้ถึงแก่อนิจกรรมเมื่อปี ค.ศ.1921 หรือ พ.ศ. 2464 บุตรชายก็ได้รับช่วงกิจการต่อ และได้มีการขยายกิจการไปเรื่อย ๆ ในอีก 17 ปีต่อมา

                                         จุดเปลี่ยนแปลงที่สำคัญของ "ราเล่ย์"

1) พ.ศ.2429 - สามผู้ประกอบการชาวอังกฤษและฝรั่งเศส Messrs.Woodhead, Angois และ Ellis เริ่มผลิตจักรยานในโรงผลิตเล็ก ๆ ย่านถนนราเล่ย์
2) พ.ศ.2430 - อัลเฟรด มิลวาร์ด เรโนลด์ ได้ประดิษฐ์กระบวนการประชิดส่วนปลายของท่อจักรยาน
3) พ.ศ.2430 - บริษัทราเล่ย์ไซเคิล จำกัด จัดตั้งขึ้นที่ถนนรัสเซล เมืองน็อตติ้งแฮม
4) พ.ศ.2431 - เซอร์แฟรงค์ โบว์เด้น ซื้อกิจการจักรยานย่านถนนราเล่ย์จาก Messrs.Woodhead, Angois แล้วเปลี่ยนชื่อเป็นบริษัทราเล่ย์ไซเคิล จำกัด ณ จุดนี้ ราเล่ย์มีพนักงานลูกจ้าง 12 คน ผลิตจักรยานได้ 3 คันต่อสัปดาห์
5) พ.ศ.2432 - เรโนลด์จดสิทธิบัตรกระบวนการประชิดส่วนปลายของท่อจักรยาน และตั้งเป็นบริษัท เพเต่นต์ บัตเต็ด ทิว จำกัด (The Patented Butted Tube Company)
6) พ.ศ.2438 - นักลงทุนในตลาดหลักทรัพย์ลอนดอน "เทร่า ฮูเล่ย์" ได้เข้ามาซื้อหุ้น ควบคุมผลประโยชน์ของ "ราเล่ย์"
7) พ.ศ.2439 - เฟรด แฮนสต๊อค ได้จัดทำจักรยาน "คาร์ลตัน" ขึ้นที่เมืองคาร์ลตัน ประเทศอังกฤษ

                                         

          ปัจจุบัน จักรยาน "คาร์ลตัน" เป็นหนึ่งในตระกูลของ "ราเล่ย์"

8) พ.ศ.2439 - "ราเล่ย์" ได้กลายเป็นโรงงานผลิตจักรยานที่ใหญ่ที่สุดในโลก มีเนื้อที่ราว ๆ 18.97 ไร่ (หรือ 7.5 เอเคอร์) มีคนงานราว 850 คนและมีกำลังผลิต 30,000 คันต่อปี
9) พ.ศ.2443 - จักรยานเหล็กกล้าทั้งคัน (The All-Steel Bicycles)

                                     

10) พ.ศ.2445 - "ราเล่ย์" ได้ซื้อบริษัททำเกียร์ วงล้อ ซี่ล้อและฮับ ชื่อ "สเตอร์มี่-อาร์เชอร์" (Sturmey-Archer)

  

11) พ.ศ.2447- "ราเล่ย์เน็ตต์" (จากการอ่านในหลาย ๆ สื่อ ผู้เขียนสามารถวิเคราะห์ได้ว่า หมายถึง การที่ราเล่ย์เริ่มควบรวมสายโซ่อุปทาน (Suppy chain) เข้าผนวกเป็นของ "ราเล่ย์" เอง โดยเริ่มต้นจากการซื้อ "สเตอร์มี่-อาร์เชอร์" และหมายถึง การเติบโตขยายไปยังธุรกิจอื่น)
12) พ.ศ.2448 - ผลิตรถจักรยานยนต์
13) พ.ศ.2449 - เข้าครอบครอง "บริษัท โรบินฮู้ด ไซเคิล จำกัด"
14) พ.ศ.2457 - ผลิตจักรยานได้มากกว่า 50,000 คัน
15) พ.ศ.2457-2461 - ช่วงสงครามโลกครั้งที่ 1 ผลิตยุทโธปกรณ์ให้กองทัพอังกฤษเป็นจำนวนกว่า 400 ล้านชิ้น
16) พ.ศ.2463 - เข้าครอบครองบริษัท น็อตติ้งแฮม เพรสเวิร์ค
17) พ.ศ.2464 - เซอร์ แฟรงค์ โบว์เด้นถึงแก่อนิจกรรม
18) พ.ศ.2464 - เริ่มกลับมาเปิดสายการผลิตรถจักรยานยนต์อีกครั้ง
19) พ.ศ.2466 - บริษัท เพเต่นต์ บัตเต็ด ทิว จำกัด (The Patented Butted Tube Company) เปลี่ยนชื่อมาเป็นบริษัท เรโนลด์ส์ ทิว จำกัด
20) พ.ศ.2468 - โรงงาน"ราเล่ย์" เพิ่มเนื้อที่เป็น 50.59 ไร่ (20 เอเคอร์)
21) พ.ศ.2471 - ผลิตจักรยานได้ 114,072 คัน
22) พ.ศ.2474 - เปิดสำนักงานใหญ่ย่านเลนตัน
23) ช่วง พ.ศ.2473-2482 - โรงงานผลิตจักรยาน "คาร์ลตัน" ได้ค่อย ๆ ทะยอยย้ายสถานที่ผลิตและเพิ่มสาธารณูปการให้รองรับการผลิตได้มากขึ้น
24) พ.ศ.2474-2479 - ผลิตรถเซฟตี้ เซเว่น

                   

                 รถเซฟตี้เซเว่น (มีผู้นำมาแสดงที่แคนาดา), โปสเตอร์โฆษณาจักรยาน "ฮัมเบอร์"

25) พ.ศ.2475 - "ราเล่ย์" ได้ซื้อกิจการของ "ฮัมเบอร์"
26) พ.ศ.2477 - เปลี่ยนชื่อเป็น "บริษัท ราเล่ย์ อินดัสทรี้ จำกัด"
27) พ.ศ.2478 - วงการจักรยานของอังกฤษได้มีการพัฒนาเฟรมจักรยาน ด้วยวัสดุที่เป็น "เรโนลด์ส์ 531 แมงกานีส-โมลีดีนัม ("แมง-โมลี")
28) พ.ศ.2479 - ราเล่ย์หยุดผลิตจักรยานยนต์

                                     

                รถจักรยานยนต์ราเล่ย์ รุ่น บีแสตน 800 ซีซี.ปี ค.ศ.1924 หรือ พ.ศ.2467

29) พ.ศ.2480 - "สเตอร์มี่-อาร์เชอร์" พัฒนาสิ่งประดิษฐ์ "ไดโนฮับ"
30) พ.ศ.2481 - ส่งออกจักรยานไปแคนาดา
31) พ.ศ.2482 - ผลิตจักรยานได้ 409,479 คัน
32) พ.ศ.2482-2489 - ผลิตยุทโธปกรณ์สำหรับใช้ในสงครามโลกครั้งที่ 2 ให้รัฐบาลอังกฤษ
33) พ.ศ.2486 - ซื้อบริษัทผลิตจักรยาน "รัดจ์-วิทเวิร์ธ" หรือจักรยานตรามือ

              

                            รัดจ์-วิทเวิร์ธ สปอร์ต ปี ค.ศ.1951 หรือ พ.ศ.2494

34) พ.ศ.2486 - เข้าครอบครองบริษัท แกรด.ยูล เปย์เม้นต์ จำกัด
35) พ.ศ.2489 - ขยายโรงงานเป็น 28 เอเคอร์ หรือประมาณ 70.83 ไร่ มีคนงาน 5,000 คน
36) พ.ศ.2489 - ผลิตจักรยานสามล้อเด็กเล่น "วิงเกิล"
37) พ.ศ.2490-2491 - ตั้ง "บริษัท ราเล่ย์ อินดัสตรี้ฯ" ในเมืองบอสตัน สหรัฐอเมริกา
38) พ.ศ.2492 - ตั้ง "บริษัท ราเล่ย์ อินดัสตรี้ฯ" ในประเทศอินเดีย
39) พ.ศ.2493 - ตั้ง "บริษัท ราเล่ย์ อินดัสตรี้ฯ" ในประเทศแอฟริกาใต้
40) พ.ศ.2494 - ผลิตจักรยานได้ 1,010,077 คัน
41) พ.ศ.2495 - "ดยุกแห่งเอดินเบอระ" เปิดโรงงานใหม่ขนาด 40 เอเคอร์ หรือ 101.18 ไร่ มีคนงานรวม 7,000 คน
42) พ.ศ.2496 - ซื้อบริษัทผลิตจักรยาน "ไทรอัมพ์" 

    

                           จักรยาน "ไทรอัมพ์ โรดสเตอร์ กลอเรีย" ปี พ.ศ.2474

43) พ.ศ.2498 - ตั้ง "บริษัท ราเล่ย์ อินดัสตรี้ฯ" ในประเทศแคนาดา
44) พ.ศ.2500 - ซื้อบริษัทจักรยานตราอาวุธ "บีเอสเอ"

  

บีเอสเอ แอร์บอร์น BSA-Airborne (จักรยานพับได้ สำหรับทหารจรยุทธ์เคลื่อนที่เร็วของอังกฤษในสงครามโลกครั้งที่ 2) ปี ค.ศ.1954 หรือ พ.ศ.2497
45) พ.ศ.2501 - ผลิตรถจักรยานติดเครื่องยนต์ "ราเล่ย์ โม-เพ็ด-Raleigh Mo-ped" หรือที่รู้จักในนาม "RM1"

                                  

46) พ.ศ.2503 - "ราเล่ย์" กับ "ทิวป์ อินเวสเม้นต์ กรุ๊ป" ควบกิจการ แล้วจัดตั้งบริษัทใหม่ชื่อ "ทีไอ ราเล่ย์"

47) พ.ศ.2508 - ผลิต "RSW16" จักรยานราเล่ย์ล้อเล็กขนาด 16 นิ้ว พับได้

                                         

48) พ.ศ.2510 - เข้าครอบครอง "บริษัท มอลตั้น ไซเคิล"
49) พ.ศ.2510 - เข้าครอบครอง "บริษัท ค็อกซ์ แอนด์ โค (วัตฟอร์ด)" ผู้ผลิตเบาะจักรยานยนต์ เบาะจักรยานช็อปเปอร์ เฟอร์นิเจอร์"
50) พ.ศ.2511 - สมเด็จพระราชินีอลิซาเบ็ธที่ 2 แห่งอังกฤษ เสด็จเยี่ยมชมโรงงาน "ราเล่ย์"
51) พ.ศ.2512 - ผลิตรถเข็นสำหรับเด็กอ่อน "ดรีมไลน์"

                        

52) พ.ศ.2513 - ผลิตจักรยานช็อปเปอร์

                                

53) พ.ศ.2513 - เริ่มกลับมาผลิตจักรยานยนต์อีกครั้ง

ต่อมาเป็นยุคเฟื่องฟูอุตสาหกรรมจักรยานยนต์ ซึ่งมีการเติบโตอย่างรวดเร็ว ราเล่ย์ ไทรอัมพ์ ฮัมเบอร์ และอีกหลาย ๆ บริษัทที่ผลิตรถจักรยานยนต์ในยุโรปต้องเผชิญกับคู่แข่งขันที่แข็งแกร่ง จิ๋วแต่แจ๋ว ราคาถูก ประหยัดน้ำมัน ออกแบบดี เปลี่ยนรุ่นบ่อยของญี่ปุ่น เช่น ฮอนด้า ยามาฮ่า คาวาซากิ และซูซุกิ  ประกอบกับน้ำมันราคาสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว รถจักรยานยนต์ของญี่ปุ่นจึงได้เปรียบ ทำให้อุตสาหกรรมจักรยานยนต์ของยุโรปหลาย ๆ ยี่ห้อค่อย ๆ ปิดตัวลง และหนึ่งในนั้นก็คือ "ราเล่ย์"


จักรยานราเล่ย์ในประเทศไทย

ย้อนหลังไปปี พ.ศ.2462 หรือ 90 กว่าปีที่แล้ว มีผู้ประกอบการที่เริ่มจากการให้บริการรับซ่อมจักรยาน รับปะยางใต้ต้นโพธิ์หน้าวัดตึกจีน (บ้างก็เรียกวัดญวน) (ตลาดน้อย) (เดินจากสถานีรถไฟหัวลำโพง หรือจอดรถในวัดไตรมิตรฯ แล้วเดินมาทางถนนเจริญกรุง 20 หรือ 22 ประมาณ 15 นาที) ด้วยความวิริยะอุตสาหะ เก็บหอมรอมริบ ได้ซื้อห้องแถวหน้าวัดตึกจีน 5 ห้อง นำเข้ารถจักรยานราเล่ย์มาจำหน่าย ภายใต้ชื่อ "เซ่งง่วนฮง ตลาดน้อย"

                                  

ตราเซ่งง่วนฮง ตลาดน้อย ติดที่แกนท่อบนของจักรยานราเล่ย์ทุกคัน

                                   ิ      

ราคาสมัยนั้นสูงมากถึง 800-1,200 บาทต่อคัน โดยทั่วไปรถจักรยานนำเข้าจากยุโรปจะใหญ่เทอทะเมื่อเทียบกับสรีระคนไทย รุ่นที่ขายดีที่สุดจะเป็นแบบผู้หญิง วงล้อ 26 นิ้ว (หรือ 590 มม.-มาตรขนาดวงล้อมาตรฐานใหม่) ราเล่ย์ขายดีมากถึงกับทุกจังหวัดมีตัวแทนจำหน่าย

จุดเปลี่ยนก็มาถึงในช่วงปี พ.ศ.2520 กว่า ๆ มีคนนิยมจักรยานยนต์กันมาก จักรยานเริ่มขายไม่ออก ออเดอร์สุดท้ายคือราเล่ย์รุ่นปี ค.ศ.1984 ร้านจึงหยุดกิจการหันมาผลิตและประกอบรถยนต์ "มิตซูบิชิ" แทนภายใต้ชื่อ "สิทธิผลมอเตอร์" 

                                        

คุณทนง ลี้อิสสระนุกูล (ผู้รับช่วงธุรกิจจักรยานของตระกูล) กรรมการผู้จัดการบริษัท สิทธิผล 1919 จำกัด 
กับ ราเล่ย์-ผู้หญิง ล้อ 26" สี Rich Burgundy

 
ปัจจุบัน (เริ่มเมื่อราว ๆ ต้นปี พ.ศ.2554) เซ่งง่วนฮง เริ่มกลับมาทำธุรกิจรถจักรยานอีกครั้งโดยเริ่มนำเข้า "มอนทานเต้" มีหลายรุ่น ส่วนใหญ่ออกแนวรถจักรยานคลาสิก เดอลุกซ์ สัญชาติอิตาลี เข้ามาจำหน่ายก่อน และปัดฝุ่นนำจักรยาน "ราเล่ย์" ที่เก่าเก็บมาจำหน่าย ปัจจุบันยังเหลืออีกไม่มากนักเป็นแบบผู้หญิง วงล้อ 26 นิ้ว มีทั้ง "ราเล่ย์" และ "ฮัมเบอร์" โดยทั่วไปมีสองสี สีแรก สีแดงไวน์เบอร์กันดีเข้ม - Rich Burgundy อีกสีหนึ่งคือ สีเขียว (บ้างก็เรียกเขียวทหาร)-Regency green

             

                         ขอบคุณข้อมูลจากหลายๆที่ครับ

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 


 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

               

 

 

 

 

 

 

 

 


comments