ประวัติ AUSTIN MINI

ประวัติ AUSTIN MINI
AUSTIN MINI

 

รถยนต์ในยุคปี ค.ศ. 1950 ส่วนใหญ่มักมีขนาดใหญ่โต เกินความจำเป็น จึงสิ้นเปลือง และ ราคาแพง ผู้คนส่วนใหญ่จึงไม่สามารถตีตราจอง เป็นเจ้าของได้ 
........ชายวัยกลางคนผู้หนึ่ง เกิดความคิดขึ้นมาว่า " น่าจะมีรถขนาดเล็ก กระทัดรัด ที่พร้อมจะนำพาสมาชิกในครอบครัวทุกคน พร้อมกับสัมภาระ เดินทางไปไหนต่อไหนได้ ด้วยราคาที่ไม่แพง " 
.......เซอร์ อเล็กซ์ อิสสิกอนิส ( Sir Alec Issigonis ) เจ้าของความคิดนั้น และ มีตำแหน่งเป็นนักออกแบบรถยนต์ของบริษัท บี เอ็ม ซี ( B M C : British Motor Corporation ) ยักษ์ใหญ่ของบริษัทผู้ผลิตรถยนต์ในประเทศอังกฤษ อิส สิ กอ นิส ได้นำความคิดของเขาถ่ายทอดสู่ทีมงานฝ่ายออกแบบของเขา โดยสเก็ตภาพคร่าวๆลงบนด้านหลังของซองจดหมาย ให้ช่วยกันระดมสมอง เพื่อ " ทำรถคันเล็กๆ ให้ครอบครัว ชาวอังกฤษ " 
......ในความคิดของเขานั้น รถยนต์คันนี้ ต้องมีความยาวไม่เกิน 10 ฟุต แต่ในความเล็กนั้น ต้องให้ความสะดวกสบายแก่คนขับ และ ผู้โดยสารอีก 3 คนได้อย่างสบายๆ จากนั้นจึงได้แบ่ง จัดสรรพื้นที่ห้องโดยสารให้มีความยาวประมาณ 8 ฟุตกับอีก 6 นิ้ว ส่วนที่เหลืออีก 18 นิ้วนั้น เหลือไว้สำหรับ เครื่องยนต์ที่ขับเคลื่อนล้อหน้า และ ชุดเกียร์ เมื่อรถเล็ก ล้อจึงต้องมีขนาดเล็กตามลงไปด้วย เพื่อลดน้ำหนัก จึงออกแบบให้ใช้ล้อขนาด 10 นิ้ว ระบบกันสะเทือน และ ช่วงล่าง ก็ต้องออกแบบกันใหม่หมด เพราะมีพื้นที่จำกัด เต้ายางขนาดเล็ก ( Rubber cone ) จึงเกิดขึ้น อิสสิกินิส ได้มอบหมายให้เพื่อนเก่า บริษัท ดันล็อป ( Dunlop ) เป็นผู้พัฒนา และ ผลิตให้ 
...... ภายในระยะเวลา 7 เดือน มินิ ต้นแบบที่สร้างด้วยมือก็ถูกสร้างเสร็จ ถึงแม้จะไม่สมบูรณ์มากนัก แต่ถือได้ว่าเป็น " รถมหัศจรรย์ " ที่ทุกๆ คนในทีมงานทุ่มเทสร้างมันขึ้นมา จากแนวความคิดจนสำเร็จ จากนั้น ทีมงานจึงนำ มินิ สู่ สนามทดสอบ เพื่อหาข้อบกพร่อง และ ก็พบข้อบกพร่องมากมาย เช่น ต้องแก้ไขตำแหน่งคาร์บูเรเตอร์ใหม่ที่รับลมมากเกินไป , ต้องปรับปรุงอัตราทดของเกียร์ , ย้ายแบตเตอรี่ไปอยู่ด้านท้าย เพราะจากการทดสอบพบว่าท้ายของ มินิ มีน้ำหนักน้อยเกินไป และ ปัญหาเรื่องเสียงดังที่เข้ามาในห้องโดยสาร.. และหลังจากปรับปรุงเป็นที่เรียบร้อยแล้ว เลียวนาร์ด ลอร์ด (Leonard Lord ) ประธานบริษัท BMC ก็ยังไม่มีความมั่นใจในรูปทรงของ มินิ จึงเอ่ยปากขอให้สำนักแต่งรถชื่อดัง " พินินฟาริน่า " ( Pininfarina ) ช่วยตกแต่งรูปทรง มินิ ให้ดูดีกว่านี้ก่อนผลิตออกสู่ตลาด แต่หลังจาก พินินฟารินา ได้ใช้เวลาดู มินิ อย่างถี่ถ้วนแล้ว ก็ได้แต่เพียงมอบคำกล่าวสั้นๆ ว่า " มันไม่ต้องเปลี่ยนแปลงอะไรเลย เพราะทุกสิ่งในตัวมัน ลงตัวดีอยู่แล้ว " 
...... ในเดือน สิงหาคม ปี ค.ศ. 1959 ..ทั่วโลกก็ตกอยู่ในอาการตะลึง เมื่อเห็น และ ทราบข่าว ยานยนต์สี่ล้อตัวเล็กคันนี้ ที่มีชื่อเรียกครั้งแรกว่า " ออสติน เซเว่น " ( Austin Seven )และ ใช้ชื่ออีกยี่ห้อหนึ่งว่า " มอริส มินิ ไมเนอร์ " ( Morris MiniMinor ) และต่อมา ออสตินเซเว่น ก็เปลี่ยนชื่อเรียกใหม่เป็น " ออสติน มินิ " ( Austin Mini ) ที่เริ่มแรก มีเครื่องยนต์ติดตัวมาขนาด 850 ซีซี 4 สูบ มีลักษณะเป็นรถเก๋ง ( Saloon ) 2 ประตู มีตะเข็บตัวถัง พับเป็นครีบอยู่ด้านนอก เหมือนพับกระดาษ เป็นที่ ตื่นตา ตื่นใจ กับผู้พบเห็นเป็นอย่างมาก และ ก็ได้รับการตอบรับอย่างดีจากครอบครัวชาวอังกฤษ
...จอห์น คูเปอร์ ( John Cooper ) จาก John Cooper Garage เป็นทั้งเจ้าของสำนักแต่งรถ และ ยังเป็นนักขับรถแข่งระดับโลกอีกด้วย มีความสนิทสนม รู้จักกับ อิสสิกอนิส มาเป็นเวลานาน และได้เฝ้าติดตามโครงงาน มินิ มาตลอด และ ชอบ มินิ มาก จึงได้เอ่ยปากขอยืม มินิ มาตกแต่งเป็นรถแข่ง แต่ อิสสิกอนิส ไม่เห็นด้วยเพราะผิดวัตถุประสงค์ที่ออกแบบมา คูเปอร์ จึงวิ่งไปหาผู้ใหญ่ใน BMC แทน อ้อนจนได้ จากนั้นก็ตกแต่ง มินิ และนำเข้าไปในรายการแข่งขันแรก ที่รายการ " อิตาเลี่ยน กรังปรีซ์ " และปรากฏว่าเจ้า มินิ คันน้อยๆ ของ คูเปอร์ สามารถไล่บดขยี้สุดยอดรถแข่งในยุคนั้น " แอสตัน มาร์ติน " ( Aston Martin ) เข้าเส้นชัยได้อย่างสบาย สบาย จึงได้รับฉายาว่า " ยักษ์แคระ " ( Little Giant ) ทำให้ คูเปอร์ มีกำลังใจที่จะพัฒนาให้ มินิ ดีกว่าเดิม โดยมีทีมตกแต่งจาก " เฟอร์รารี่ " ( Ferrari ) ให้การสนับสนุนด้วย 

คูเปอร์ ทุ่มเท แรงกาย แรงใจ ให้กับ มินิ สุดตัว ถึงกับปล่อยวาง พักโครงการพัฒนารถ เรโนลต์ ดอฟิน ( Renault Dauphine ) ที่ฝรั่งเศสว่าจ้างให้ทำอยู่วางไว้ก่อน และ ได้เข้าไปเจรจากับผู้บริหาร BMC เพื่อขอให้พัฒนาปรับปรุง มินิ ตามแบบที่เขาต้องการ แต่ อิสสิกอนิส ก็กระโดดขวางอีกรอบ ไม่เห็นดี เห็นงามด้วย โดยอ้างว่า ผิดวัตถุประสงค์ในการสร้าง มินิ แต่แรก และ ยังยืนยันว่า มินิ เป็นรถที่สร้างขึ้นเพื่อประชาชน ไม่ใช่รถแข่ง แต่ คูเปอร์ ก็ไม่สนใจคำคัดค้าน วิ่งนอกรอบเข้าไปกล่อมผู้บริหาร BMC จนเห็นดีด้วย 
... มินิ คูเปอร์ Mini Cooper จึงถูกผลิตขึ้นมา คูเปอร์ ไม่รอช้า ได้นำ มินิ ลง สนามแข่งแรลลี่ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลก " มอนติคารโลว์ " ( RALLYE MONTE - CARLO ) และทีมของเขาก็ไม่ทำให้กองเชียร์ผิดหวัง ด้วยการนำ " มินิ คูเปอร์ " เข้าเส้นชัยเป็นอันดับหนึ่ง และ เพื่อยืนยันว่าไม่ใช่ความบังเอิญ หรือ ฟลุ๊ค ทีมของ คูเปอร์ ก็ได้นำ มินิ คูเปอร์ เข้าเส้นชัยในรายการที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลกแห่งนี้ ติดต่อกันถึง 3 ปีซ้อน ทำให้ชื่อเสียงของ มินิ นั้นโด่งดังเกินตัว ถึงกับทำให้กลุ่มรถฝรั่งเศสพยายามออกกฏระเบียบกีดกันไม่ให้ มินิ ลงแข่งในคราวต่อไป 
++ มินิ " รถปล้นทอง ที่โด่งดังทั่วโลก " ..เมื่อ มินิ กลายเป็นรถของพระเอก และ สมุนชาวอังกฤษ ที่บังอาจบุกไปเหยียบจมูกมาเฟีย ปล้นทองคำใน อิตาลี ในภาพยนต์เรื่อง " The Italian Job " ที่มีชื่อไทย เช้ย เชย ว่า " ปล้นสะท้านฟ้า " ในเรื่อง โจรผู้ดีใช้ มินิ 3 คัน3 สี ปล้นทอง และ วิ่งขนทองหนีตำรวจ ทั้งลงบันได มุดท่อระบายน้ำ ขึ้นหลังคาตึก แถมยังวิ่งเหาะข้ามตึกหนีตำรวจได้ ทั้งๆที่ตำรวจก็ใช้สุดยอดรถอิตาเลี่ยน " อัลฟ่า โรมิโอ " Alfa Romeo ก็ไม่อาจไล่กวด มินิ ทั้ง 3 คันได้ทัน 
... หนังเรื่องนี้ ทำให้ทั่วโลกเกิดกระแสคลั่งไคล้ มินิ แรงมาก..Mini Fever.. ทำให้ผู้ชมหลายคนวาดฝันที่จะหา มินิ มาครอบครองให้ได้ 
... มินิ ...อมตะสำหรับทุกชนชั้น ใน อังกฤษ มินิ คือรถกระป๋องธรรมดาๆ ราคาไม่แพง ที่ใครๆ ก็ซื้อหามาครอบครองได้.....และ..มินิ คือรถส่วนตัวชั้นสูง เป็นรถที่มีความสนิทแนบแน่นกับ เชื้อพระวงศ์ชั้นสูง และ เจ้านายฝ่ายในของ อังกฤษ อย่างมาก โดยโรงงาน BMC ได้ออกแบบ ตกแต่ง มินิ รุ่นพิเศษ ให้แก่ เจ้าหญิงแอนน์ และ ลอร์ด สโนว์ดอน ใช้ และ ในพระราชวัง บักกิ้งแฮม (Buckingham Palace ) เราก็สามารถมองเห็น มินิ จอดให้เห็นจนชินตา 
... กล่าวได้ว่า มินิ เป็นสัญลักษณ์ของ อังกฤษ เป็นรถที่มีสายการผลิตยาวนานที่สุดในโลก ตั้งแต่ปี ค.ศ. 1959 - 2000 รวม 41 ปี ผลิตขายทั่วโลกเกือบ 10 ล้านคัน จำนวนผลิตเป็นรองแค่โฟล์คเต่า
 ยี่ห้อที่ได้รับสิทธิผลิต มีเพียง ออสติน ( Austin ) , มอริส ( Morris ) , ไรเลย์ (Riley ) , วู๊ลสเลย์ ( Wolseley ) และ โรเวอร์ ( Rover ) เป็นยี่ห้อสุดท้ายของ มินิ คลาสสิค นอกเหนือจากนี้ ไม่ว่ายี่ห้อใด สัญชาติใด จึงไม่ใช่ มินิ และไม่ควรเรียกว่า มินิ เพราะ มินิ กลายเป็นชื่อเฉพาะไปแล้ว

 

 

austinminicar.blogspot.com

 


comments