ไหว้ตั่วเหล่าเอี้ย ศาลเจ้าพ่อเสือ แบบรู้เรื่องรู้ราว

ไหว้ตั่วเหล่าเอี้ย ศาลเจ้าพ่อเสือ แบบรู้เรื่องรู้ราว
เสวียนเทียนซ่างตี้ หรือที่คนจีนแต้จิ๋วเรียกอย่างสนิทชิดเชื้อว่า ตั่วเหล่าเอี้ย เป็นเทพองค์ประธาน ณ ศาลเจ้าพ่อเสือ ถนนตะนาว เป็นที่พึ่งพิงทางจิตใจของชาวไทยเชื้อสายจีนมาเนิ่นนาน

ใกล้เทศกาลตรุษจีนเข้าไปทุกขณะแล้ว เวลาตรุษจีนทีไร เราก็มักจะได้เห็นลูกหลานไทยเชื้อสายจีน ตระเวนไหว้พระไหว้เจ้าตามวัดจีนหรือศาลเจ้าจีนเพื่อแก้ปีชง สะเดาะเคราะห์เสริมดวงและขอพรเพื่อความเป็นสิริมงคลอยู่เป็นเรื่องปรกติ ถ้าจะ นับวัดหรือศาลเจ้าที่ผู้คนนิยมไปไหว้มากที่สุดในช่วงตรุษจีน ก็ต้องมีชื่อของศาลเจ้าพ่อเสืออยู่ด้วยเป็นแน่

ศาลเจ้าพ่อเสือนั้นตั้งอยู่บนถนนตะนาว ใกล้กับเสาชิงช้า เดิมทีเป็นศาลเจ้าที่ชาวจีนแต้จิ๋วที่อพยพมาจากจีนแผ่นดินใหญ่ในช่วงต้นกรุงรัตนโกสินทร์ช่วยกันสร้างขึ้นมา โดยสร้างตามคติความเชื่อของศาสนา "เต๋า" ที่นับถือองค์เทพ "เสวียนเทียน ซ่างตี้" เป็นใหญ่ ดังนั้นรูปปั้นองค์เทพที่เป็นประธานในศาลแห่งนี้มาแต่แรกเริ่มเดิมทีจนถึงปัจจุบัน ก็คือ เสวียนเทียนซ่างตี้ หรือที่คนไทยเชื้อสายจีนนิยมเรียกด้วยสำเนียงแต้จิ๋วว่า "ตั่วเหล่าเอี้ย" นั่นเอง แต่นอกจากรูปปั้นของเทพที่เป็นประธานใน ศาลแล้วก็ยังมีรูปปั้นของเทพที่เป็นบริวาณหรือเทพชั้นรองลงมาอีกด้วย ได้แก่ "ไฉ่ซิ้งเอี้ย" หรือเทพเจ้าแห่งโชคลาภปางบู๊ "เห้งเจีย" หรือเทพเจ้าลิง ซึ่งมีที่มาจากตัวเอกในวรรณกรรมหนึ่งในสี่วรรณกรรมเอกของจีนอย่าง "ไซอิ๋ว" ที่ภายหลังได้ถูก ยกขึ้นเป็นเทพเจ้าของศาสนาเต๋าอีกองค์หนึ่ง

แนวคิดเกี่ยวกับเทพเจ้าของชาวจีนนั้น ที่เก่าแก่ที่สุดก็เห็นจะเป็นแนวคิดที่นับกลุ่มดาวบนท้องฟ้าเป็นเทพต่างๆ โดยดาราศาสตร์จีนยุคแรกนั้นได้แบ่งดาวบนท้องฟ้าเป็น 28 กลุ่ม แล้วต่อมาจึงจัดเป็น 4 กลุ่มใหญ่ กลุ่มละ 7 กลุ่มย่อย รวมเป็น 28  กลุ่ม โดยแต่ละกลุ่มใหญ่นั้นจะประจำอยู่ตามทิศทั้งสี่ แล้วจึงสมมติสัตว์วิเศษทั้งสี่ขึ้น ได้แก่ "เสวียนอู่" ซึ่งเป็นเต่าและงูอยู่คู่กัน ประจำอยู่ทิศเหนือ "ชิงหลง" คือมังกรสีฟ้า คอยพิทักษ์ทิศตะวันออก "จูเชวี่ย" คือนกแดงหรือหงษ์ อารักขาทิศใต้ "ไป๋หู่"  เสือขาว คอยประจำอยู่ทิศตะวันตก และเมื่อถูกผนวกเข้ากับทฤษฎีห้าธาตุ เสวียนอู่จึงเป็นตัวแทนของธาตุน้ำและมีสีดำ ชิงหลงเป็นธาตุไม้สีฟ้า(ภายหลังเพี้ยนเป็นสีเขียว) จูเชวี่ยมีสีแดงเป็นธาตุไฟ และไป๋หู่ สีขาวธาตุทอง (ธาตุดินสถิตอยู่ศูนย์กลาง และมีสีเหลือง ทว่าไม่ได้มีสัตว์เทพอารักขามาแต่เดิม เพราะทฤษฎีห้าธาตุเข้ากันไม่ได้แบบพอดีกับทิศทั้งสี่)

กล่าวถึงเสวียนอู่ เนื่องจากเป็นเทพกลุ่มดาวที่ประจำอยู่ทางทิศเหนือ ซึ่งดาวเหนือเป็นดาวที่แทบไม่เคลื่อนที่ (นักเดินเรือจึงใช้การดูดาวเหนือเพื่อนำทางยามกลางคืน) และคติจีนโบราณเปรียบความนิ่งนี้เหมือนกับจักรพรรดิที่ต้องเป็นศูนย์กลางและ คอยหันหน้าลงทิศใต้ ดาวเหนือจึงถูกเปรียบเป็นจักรพรรดิหยกหรือที่เรียกกันว่า "เง็กเซียนฮ่องเต้" ผู้เป็นใหญ่สูงสุดบนสวรรค์ของศาสนาเต๋า นอกจากนั้นเสวียนอู่ยังเป็นตัวแทนของธาตุน้ำ ซึ่งคัมภีร์ "เต้าเต๋อจิง" ของ "เหลาจื่อ" ซึ่งถูกยกขึ้นเป็น ศาสดาของศาสนาเต๋า ได้กล่าวถึงความดีของน้ำไว้อย่างโดดเด่น น้ำจึงเป็นเสมือนอุดมคติที่นักบวชในศาสนาเต๋าพึงปฏิบัติให้ถึง ดังนั้นฐานะของเสวียนอู่จึงถูกยกขึ้นเป็นใหญ่เหนือกลุ่มดาวอื่นๆ โดยนัยนี้

ต่อมาเมื่อความเชื่อในเรื่องเทพเซียนของจีนถูกเพิ่มเติมต่อขยายมาเรื่อยๆ บางครั้งเสวียนอู่ก็ถูกลดฐานะลง โดยมีเทวปกรณ์ที่แต่งเติมขึ้นใหม่ตามแต่อิทธิพลต่างๆ เช่นอิทธิพลทางการเมือง กำเนิดของเทพเซียนต่างๆ จึงมีหลายที่มา ในกรณีของ เสวียนอู่ก็มีหลากหลายเรื่องเล่าที่เป็นที่รู้จักในวงผู้ศึกษาเทวปกรณ์จีน เช่นเรื่องหนึ่งเล่าว่า เดิมทีเสวียนอู่เป็นปุถุชนคนธรรมดาทั่วไป ประกอบอาชีพฆ่าสัตว์ แล่เนื้อขาย อยู่มาวันหนึ่งฝันเห็นนักพรตเต๋ามาบอกให้เลิกฆ่าสัตว์ เมื่อตื่นขึ้นมาจึงทำ ตามคำบอกกล่าวในฝัน จากนั้นนักพรตผู้ที่ปรากฏในความฝันก็มาชักชวนเสวียนอู่ให้ฝึกฝนเต๋า เสวียนอู่ติดตามอาจารย์ขึ้นเขาบำเพ็ญเพียรอยู่เป็นเวลานานก็ไม่บรรลุเต๋า อาจารย์จึงบอกว่าเพราะเคยฆ่าสัตว์มามากมาย ภายในกายจึงมีแต่สีดำ เป็น เครื่องขวางกั้นความสำเร็จ เสวียนอู่ตัดสินใจผ่าท้องตัวเองเอากระเพาะและลำไส้ออก ตัวจึงเบา จิตใจก็ปิติยินดี จึงบรรลุเต๋า ภายหลังเมื่อหมดอายุขัยบนโลกมนุษย์ก็ได้เป็นเซียนอยู่บนสวรรค์ โดยเง็กเซียนฮ่องเต้ได้แต่งตั้งให้เป็น "เสวียนเทียนซ่างตี้"  ผู้ตรวจการทั้งสามโลก คอยดูแลความสงบเรียบร้อยในโลกทั้งสามคือ สวรรค์ โลกมนุษย์และบาดาล คอยปราบปรามภูติผีปีศาจ มีธงดำเป็นอาญาสิทธิ์สวรรค์ ภายหลังลงมาปราบปีศาจเต่าและงูซึ่งเดิมทีคือกระเพาะและลำไส้ของท่านเอง เมื่อสยบปีศาจ ได้แล้วจึงเอาไว้เป็นบริวาร ด้วยเหตุทั้งหมดนี้รูปปั้นของเสวียนเทียนซ่างตี้จึงเป็นรูปของแม่ทัพผู้มีธงดำบอกตำแหน่ง (สื่อถึงธาตุน้ำ) ถือกระบี่เจ็ดดาวเหนือ (สื่อถึงกลุ่มดาวเหนือ) เท้าทั้งสองเหยียบเต่าและงู (สัญลักษณ์เดิมของเสวียนอู่) ต่อมาได้ชื่อ ใหม่เพิ่มขึ้นมาอีกชื่อคือ "เจินอู่ต้าตี้" ดังนั้น เมื่อเรียกชื่อว่าเสวียนอู่หรือเจินอู่ ก็จะหมายถึงเทพองค์เดียวกัน อีกเรื่องเล่าดูเรียบง่ายกว่า เล่าว่าเดิมที เสวียนอู่เป็นโอรสของ "หวงตี้" มหาราชในยุคโบราณ ที่เกิดรู้สึกเบื่อหน่ายโลก จึงออกแสวงหามรรค  ท่านเดินทางไปจนถึงเขา "ไท่เหอซาน" และพำนักอยู่ที่นั่นเพื่อบำเพ็ญเพียรจนสำเร็จเป็นเซียนที่ภูเขาลูกนั้นเอง ต่อมาจึงเรียกชื่อภูเขาลูกนั้นว่า "อู่ตางซาน" (บู๊ตึ๊งซัวตามสำเนียงแต้จิ๋ว) ตามชื่อของท่านว่า "อู่" อีกตำนานคล้ายกัน เล่าว่าท่านเป็นองค์ ชายในราชวงศ์ฮั่นต่างหาก มีพระนามว่า เจินอู่ และได้เดินทางไปฝึกเต๋าที่เขาไท่เหอซานจนสำเร็จมรรคผล จึงเรียกเขาลูกนั้นว่า อู่ตางซาน จะเห็นได้ว่า แม้ตำนานจะแตกต่างกันไปบ้าง แต่ก็มีความคล้ายคลึงกันอยู่เรื่องหนึ่งคือ การที่เสวียนอู่หรือ เจินอู่นั้น เดิมเป็นบุรุษผู้หนึ่งซึ่งได้บำเพ็ญเพียรจนสำเร็จเป็นเซียนตามหลักศาสนาเต๋า และได้รับการแต่งตั้งโดยจักรพรรดิหยกให้เป็นเทพชั้นผู้ใหญ่ผู้มีหน้าที่ปกป้องคุ้มครองทางทิศเหนือ การต่อเติมเทพปกรณัมว่าเสวียนอู่เดิมทีเป็นมนุษย์มาก่อน  และได้รับการแต่งตั้งจากเจ้าสวรรค์ แสดงให้เห็นถึงการลดความสำคัญของเทพเจ้าที่มีที่มาจากดวงดาวตามธรรมชาติลง โดยคตินิยมใหม่ที่มาแทนที่นั้น เชื่อกันว่าได้รับอิทธิพลจากคำสอนเรื่อง "กรรม" ในพุทธศาสนามหายานที่เผยแผ่เข้าไปในจีน

ไม่เพียงแต่ค่านิยมเรื่องการสั่งสมความดีเท่านั้นที่ศานาเต๋าได้รับอิทธิพลจากศาสนาอื่นอย่างพุทธศาสนา หลักปฏิบัติของนักบวชในศาสนาเต๋านั้นก็ได้รับอิทธิพลจากศาสนาอื่นเช่นกัน วัตรของนักพรตเต๋านั้นต้องออกภิกขาจารเช่นเดียวกับภิกษุใน ศาสนาพุทธ ต้องละเพศฆราวาสเช่นเดียวกัน รวมทั้งการฉัน "เจ" หรือมังสวิรัติแบบจีน แม้จะยังเป็นประเด็นที่ถกเถียงกันอยู่ว่า หลักในการกินเจนั้น กำเนิดในจีน หรือว่าจีนรับมาจากที่ใดกันแน่ เพราะหลักในการกินเจนั้นเหมือนกันกับหลักการ กินของลัทธิ "มณีกี" ที่แพร่หลายอยู่ในแผ่นดินจีนมาอย่างยาวนาน จึงเป็นไปได้ที่จีนจะรับเอาการกินเจของลัทธิมณีกีมาปฏิบัติ

ในปัจจุบัน บนยอดเขาอู่ตาง มีอารามจินเตี้ยน ศาสนสถานที่สำคัญที่สุดที่หลงเหลืออยู่ของศาสนาเต๋าในประเทศจีน โดยอารามแห่งนี้เป็นที่รู้จักไปทั่วโลกในฐานะแหล่งกำเนิดศิลปะการต่อสู้ที่ใช้หลักการอ่อนสยบแข็งหรือที่คนไทยเรียกกันว่า "มวย ไท้เก๊ก" ซึ่งถูกพัฒนาโดยนักพรตเต๋านาม "จางซานฟง" ในช่วงเจ็ดร้อยกว่าปีที่แล้ว ในยุคปลายราชวงศ์หยวน(มองโกล)ต่อต้นราชวงศ์หมิง โดยที่อารามเต๋าแห่งนี้รุ่งเรืองถึงขีดสุดในรัชสมัยของ "จูตี้" กษัตริย์องค์ที่สามของราชวงศ์หมิง ผู้ฝักใฝ่ใน ศาสนาเต๋าอย่างมาก และอารามบนเขาอู่ตางนี้เองที่ถือเป็นสาขาหลักหรือต้นแบบของศาลเจ้าพ่อเสือที่ถนนตะนาวของไทย

อย่างไรก็ตาม เมื่อย้อนกลับมาดูศาลตั่วเหล่าเอี้ยหรือศาลเจ้าพ่อเสือถนนตะนาว เราจะพบความแปลกประหลาด ความผิดฝาผิดตัวแบบสุดๆ เพราะในขณะที่ อารามเต๋าที่เสวียนเทียนซ่างตี้เป็นองค์ประธานอย่างเขาอู่ตางนั้น ชาวจีนจะเซ่นไหว้องค์ เทพด้วยอาหารเจตามหลักการกินของศาสนาเต๋าเท่านั้น แต่ศาลเจ้าพ่อเสือที่เสาชิงช้าของไทยกลับเต็มไปด้วยร้านขายของไหว้ที่จัดชุดไหว้ด้วยหมูสามชั้นดิบและไข่ไก่ อาจเป็นเพราะตำนานศาลเจ้าพ่อเสือที่เล่าขานกันว่ามีเสือกลับใจเลี้ยงดูแม่เฒ่า หรือตำนานที่ว่ามีเสือคอยพิทักษ์ศาลเดิมซึ่งอยู่ตรงข้ามวัดมหรรณพาราม ทำให้คนเข้าใจผิดไปว่าเป็นศาลของเสือหรือเจ้าพ่อที่เลี้ยงเสือ จึงนำหมูไปเซ่นไหว้ เพราะเสือน่าจะพอใจที่มีคนนำเนื้อหมูมาเซ่นไหว้แล้วก็จะช่วยปกป้องคุ้มครองคนผู้นั้น ทว่าเมื่อย่างเท้าก้าวเข้าไปในศาลเจ้าพ่อเสือ สิ่งที่พบเห็นว่าเป็นรูปปั้นเสือนั้น แท้ที่จริงคือรูปปั้นของเสือที่เป็นพาหนะของ "หลี่จิ้ง" เทพผู้ถือเจดีย์ หรือบ้างก็ว่าเป็นไฉ่ซิ้งเอี้ยปางบู๊ และเสือก็มิได้เกี่ยวข้องกับเสวียนอู่แต่อย่างใด เพราะองค์ตั่วเหล่าเอี้ยทรงเหยียบเต่าและงู ไม่ใช่ประทับบนหลังเสือ ดังนั้นการเรียกศาลแห่งนี้ว่า "ศาลเจ้าพ่อเสือ" ก็ดูจะไม่ถูกต้องนัก เพราะตามธรรมเนียมปฏิบัติแล้ว หากศาลไม่มีชื่อเฉพาะ ก็ควรจะเรียกชื่อศาลตามชื่อของเทพที่เป็นประธาน ณ ศาลแห่งนั้นถึงจะถูก และไม่ว่าอย่างไรก็ตาม การเซ่นไหว้ด้วยของคาวก็เป็นสิ่งที่ไม่สมควรกระทำ เมื่อพิจารณาถึงตำนานที่มาของเทพเสวียนเทียนซ่างตี้ ที่เคยฆ่าสัตว์ดำรงชีพมาก่อน แล้วกลับใจจนสำเร็จเป็นเซียนในที่สุด หากท่านมีความศักดิ์สิทธิ์ หรือรับรู้ได้จริง ก็คงไม่ชอบใจที่คนนำของไหว้ที่ต้องพรากชีวิตสัตว์มาเป็นเครื่องบรรณาการ หรืออย่างน้อยที่สุด เราก็ไม่ควรที่จะสนับสนุนการฆ่าสัตว์โดยไม่จำเป็นเพียงเพื่อสนองต่อความต้องการที่พึ่งพิงทางใจของเราเท่านั้น

ความเชื่อไม่ใช่เรื่องที่ผิด ตราบใดที่มันไม่ได้เป็นสาเหตุของการกระทำล่วงเกินผู้อื่นจนได้รับความเสียหาย ปัจจุบันนี้การบูชายัญเป็นสิ่งที่ดูล้าหลังและป่าเถื่อนในสังคมศิวิไล แต่เราได้ตระหนักกันดีพอหรือยังว่าพฤติกรรมบางอย่างของเราที่ดูไม่เป็นพิษเป็นภัยอะไร บางครั้งมันก็คือการประกอบพิธีบูชายัญดีๆนี่เอง ซ้ำร้ายเราปล่อยให้ความเข้าใจผิดๆ ชักนำเราไปสู่การกระทำที่กลับหัวกลับหาง เช่น การเอาเนื้อหมูไปเซ่นไหว้เทพที่ปฏิเสธการฆ่าสัตว์ตัดชีวิต เพียงเพราะคิดว่า "เสือน่าจะชอบกินหมู" เท่านั้นเอง


comments